Dream

posted on 03 Dec 2007 10:36 by danailieo

 

 

คุณ ..... มีความฝันใช่ไหมครับ ?             

     

 

คนเราทุกคนเกิดมาผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน  บางคนฝันใหญ่บ้าง 

เล็กบ้าง ก็สุดแล้วแต่คน ล่ะ    คุณจำตอนที่เป็นวัยรุ่นกำลังไฟแรงได้

ไหมว่าคุณอยาก ทำอะไรบ้าง     ผมให้เวลาคิด   

 

 

 

                                         .........................................                                                              

 

 

 

คิดออกแล้วใช่ไหมครับว่ามันเป็นยังไงมันเยี่ยมไปเลยใช่ไหมมันทั้ง

ยิ่งใหญ่ และ เต็มไปด้วย ความฝันที่สวยงาม      

 

 

 

                   แล้วตอนนี้ความฝันของคุณเป็นไงบ้าง      

 

 

 

บางคนก็ทำได้อย่างใจหวัง   แต่บางคนยังไม่ได้ทำเลยแม้แต่นิดเดียว 

แปลกนะครับ   โลกแห่งความ เป็นจริงมันไม่เหมือนในฝันเลย     

หลายคนมีข้ออ้างมากมายให้กับ ตัวเอง  อย่างบอกว่าไม่มีเวลาบ้างละ     

อายุขนาดนี้จะไปทำอะไรได้    ตอนนี้ยังไม่ พร้อม    และอีกมากมาย

ที่เราจะหาเหตุผลเพื่อที่จะไม่ไล่ตาม ความฝัน   

 

 

 

ทำไมล่ะครับ ......   

 

ถ้าเรากำลังมีข้ออ้างมากมายลองมาฟังเรื่องราวของพวกเขาบ้างดีกว่า   

 

 

แอริค  วีเลนไมเยอร์   ตาบอดตอนอายุ  13   เขาบอกกับตัวเองเสมอว่า

เขาฝัน ที่จะปีนขึ้นสู่ยอดเขา ที่สูงที่สุดในโลก   เขาได้ทำการฝึกฝนตัวเอง

อย่างหนัก   จนกระทั่งเขาเป็นคนตาบอดคนแรกใน ประวัติศาสตร์ที่ไป

ถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้สำเร็จ   

 

 

 

คริส  มูน     ขาขาดจากกับระเบิดตั้งแต่ยังเด็ก  แต่เขาฝันที่จะวิ่งมาราธอน

และแน่นอนครับ  เขาไม่เคยยอมแพ้     พฤษภาคม  ปี  1999     เขาวิ่ง

มาราธอนเป็นระยะทาง   700  กิโลเมตร และอีกหลายรายการที่มี การ

แข่งขันจนทำให้เขาได้รับเกียรติเป็นนักวิ่งถือ คบเพลิงไปยังสนามกีฬา

โอลิมปิก  ณ ประเทศญี่ปุ่น  

 

 

 

 ณอง โดมินิค  โบบี          ประสบอุบัติเหตุจากการขับรถจนเป็นอัมพาต

เคลื่อนไหว ร่างการ ไม่ได้  แต่เขาฝันที่จะเขียนหนังสือ ตอนนี้เขามีผลงาน

ของเขาหนึ่งเล่มเขาเขียน โดยการกะพริบตาเป็นรหัส สำหรับแต่ละตัวอักษร

เพื่อสื่อสารกับคนอื่นแล้วถ่ายทอดลง บนกระดาษ     

 

 

 

เป็นยังไงบ้างล่ะครับสำหรับ

คนอาการครบ  32  อย่างเรา……..                                         

 

 

                    มาสานฝันที่เรายังไม่ได้ทำกันดีกว่า    

 

 

ความฝันไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นยังไงจะใหญ่หรือเล็ก  จะล้มเหลวหรือ

ประสบ ความสำเร็จ  บางทีเราอาจจะเจออุปสรรคนานัปการ แต่อุปสรรค

ระหว่างทางมัน ก็ทำให้มีรสชาติมากขึ้นไม่ใช่เหรอ    เราอาจจะเริ่มจาก

ก้าวเล็กๆ ก่อน แต่ถ้ายังไม่ พร้อมเราก็แค่กระดืบๆ  เอาก็ได้ครับก็ขนาด

หนอนชาเขียวยัง กระดืบๆ  เพื่อต้องการ ยอดใบชาที่ดีที่สุดเลยนี่หน่า.........  

 

 

ถึงตรงนี้ผมก็ยังมีความฝันที่ผมเองก็พึ่งนึกมาได้เหมือนกัน ผมคงต้องวาง

ปากกา เพื่อไปตามล่า ความฝันของตัวเองดีกว่า      

    

 

 

 มันไม่สำคัญว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ  "

          "มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำมันหรือเปล่า " 

 

 

 

ข้างล่างเป็นช่องว่างสำหรับความฝันของคุณครับ     

.....................................................................................................

.....................................................................................................

.....................................................................................................

.....................................................................................................

 

 

 

ปล.  1  พยายามเข้านะครับทุกคนรวมถึงตัวผมเองด้วย  

 

    2  ใครมความฝันอะไรลองมาบอกเล่ากันดูนะครับ

                     จะได้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน   สู้  สู้................นะ

 


 

                                                                                                                                 

 

ครบ - 1 - ปี

posted on 23 Nov 2007 21:00 by danailieo

 

วันที่  6  มิถุนายน  2550                            

ครับ  วันนี้เป็นวันที่พิเศษสำหรับ เธอ และผม .....               

                           

 

   คอนโดสูง   21  ชั้น    

 

ชั้นที่ 9    ห้อง 903   ห้อง  ห้องนี้ เป็นห้องที่เราสองคนช่วยกันเก็บออมซื้อ

มาเพื่อสร้างฝันร่วมกัน   ห้องของเรามีขนาดไม่ใหญ่มากนัก     แต่ก็มีสิ่ง

อำนวยความสะดวกครบครัน    อย่างตรงมุมครัวที่เรา ช่วยกันทำอาหาร

อยู่บ่อย  บ่อย   แม้จะอร่อยบ้าง   ไม่อร่อยบ้าง   แต่ก็มีความสุขดี    มุมทีวี 

ที่ที่เราดูหนัง กันไป   กุมมือกันไป   หัวเราะพร้อมกัน   และก็ซึ้งพร้อมกัน  

มุมโรแมนติก ตรงระเบียง   เรายืนเคียงคู่ โอบกอดกัน มองดูพระอาทิตย์

ค่อย  ค่อยลาลับจากขอบฟ้า   แล้วคงจะดีไม่น้อยถ้ามี  เจ้าตัวเล็ก    เล็ก 

อีก ซักคนคอยวิ่งเล่นเติมเต็มความสุขให้แก่เรา               

 

 

 

ผมเดินผ่านห้องเข้าไป   เห็นเธอกำลังทำอาหารอยู่  แค่กลิ่นก็รู้ได้ทันทีว่า

ต้องเป็นต้มยำกุ้งของ โปรดของผม แน่  แน่   ผมกลืนน้ำลายหนึ่งที  แล้วเดิน

เข้าไปยังห้องนอน   ตามผนังห้องมีแต่รูปเราสอง คนเต็มไปหมด    ผมค่อยๆ

เลื่อนสายตามองดูรูป แต่ละรูป    อย่างช้า  ช้า  จนหยุดอยู่ตรงรูปบนหัวเตียง   

มันเป็นรูปที่    เธอ  กับ   ผม   สวมกอดกันในชุดแต่งงาน  วันนั้นมันเป็นวันที่

เราได้ประกาศให้คนรู้ว่า  คุณ  และผม จะรักกันตลอดไป.....   มีความสุขจัง 

 

 

ผมยืนระลึกถึงความหลังอยู่พักใหญ่   ก็  ค่อย  ค่อย  หย่อนก้น ลงตรงโซฟา  

นั่งดูทีวีที่เธอเปิดค้างไว้    ละครน้ำเน่าเช่นเคย    ปฏิทินที่วางอยู่บนโต๊ะ   

มีรอยปากกา วงกลมวันนี้เอาไว้   วันที่  6    ตรงมุมด้านล่างของเลขหกมี

ข้อความเขียนว่า         คิดถึงคุณที่สุดเลยนะที่รัก       ผมเห็นแล้วอดที่

จะฉีกยิ้ม   กว้าง   กว้าง   ไว้ไม่ได้     

 

 

 - - -   เฮ้ออ    เสร็จซะที - - -    เสียงดังมาจากในครัว   เธอเดินมานั่ง

ตรงโซฟา  ข้างๆ  ผม    เห็น หน้าเธอแล้วอดที่จะขำไม่ได้มอมแมมเชียว  

ผมเลยลุก  เดินเข้าไปในครัวเพื่อที่จะหยิบน้ำมาให้เธอ   ...   เพล้ง  ...   

เธอรีบเดินเข้ามาในครัวเก็บเศษแก้วที่แตกกระจายเต็มพื้น  ผมนี่แย่จริง  จริง 

ต้องทำให้เธอ เหนื่อยอีกแล้ว     

 

 

- - -  เฮ้ออออ   เสร็จซะที  - - -   เสียงดังมาจากในครัวอีกเช่นเคย   

เธอลุกไปจัดแจง    อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่    ส่วนผมก็ต้อง มานั่ง

จุมปุ๊กอยู่ตรงโซฟา   ดูละครน้ำเน่าที่เธอเปิดไว้  ....... ก็คนไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า  

 

 

เธอเดินออกมาพร้อมกับใส่ชุดกระโปรงยาวสีดำลายจุดที่ผมเคยให้เป็นของ

ขวัญวันเกิด  จริง  จริง   แล้ว  ชุดกระโปรงนี้เป็นชุดที่เธออยากได้มาก  มาก  

มานานแล้ว แต่ราคาของมันนี่ซิ  ช่างไม่น่าซื้อซะเลย  แต่ด้วยความน่ารัก

ของผม   ผมเลยซื้อให้เหรอ  ?  เปล่า   ผมไม่ได้ซื้อหรอก  ผมเอาแบบชุดไป

ให้เพื่อนที่ เป็นช่างตัดเสื้อสอนผมตัด    แน่นอนครับ   ผมตัดมาให้เธอเอง

ดยใช้เวลาถึง  6   เดือนเต็ม   กว่าชุดจะ เสร็จ   แล้ววันนี้เธอก็ใส่มันอีกครั้ง

ดีใจจัง..........    

 

 

พอเธอจัดแจง  ทานู่น  ทานี่   หมุนตัว  360  องศา   อย่างกับนางแบบเดิน

แคทวอล์คบนเวทีระดับ โลก    กับกระจกจนพอใจแล้ว      ก็มานั่งบนเตียง  

พร้อมกับรูปถ่ายวันแต่งงานของเราสองคนอยู่ในมือ   ผมลุกจากโซฟา  แล้ว

นั่งลง ข้างๆ  เธอ    เธอนั่งพลิกดูรูปวันแต่งงานของเราสองคนอยู่นาน  

ผมเห็นดวงตาของเธอ มีน้ำ ใส  ใส   เอ่อ  ล้นออกมา  เธอค่อย  ค่อย  ขยับตัว

กอดรูปแต่งงานของเราไว้แน่น   แล้ว พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ  - - -  ที่รัก

วันนี้ฉันสวยมั้ย    คุณรู้รึเปล่าหนึ่งปีแล้ว  ตั้งแต่วันที่คุณจากไปอย่าง 

ไม่หวนกลับมา   ฉันต้องคอยบอกกับตัวเองให้เข้มแข็ง  ไม่มีวันไหนที่ไม่

คิดถึงคุณ  คุณจำได้มั้ย  มุมทีวี ที่ เราดูหนังพร้อมกับกุมมือกัน   คุณจำได้มั้ย 

ครัวที่เราช่วยกันทำอาหารกันอยู่บ่อย  บ่อย ถึงแม้บางครั้งที่ฉัน จะทำไม่อร่อย 

แต่คุณก็กินอย่างอร่อยทุกที   คุณรู้รึเปล่าทุก  ทุก วันที่ระเบียง  ฉันต้องยืนอยู่

คนเดียวโดย ไม่มีคุณอีกต่อไปแล้ว  คุณกลับมาได้ไหม ?  - - -                                

 

 

.......  มือของผม  ค่อย  ค่อย   โอบสัมผัสเธออย่างแผ่วเบา  .......    

                    ....ที่ถึงแม้เธอจะไม่เคยรู้สึกก็ตาม  ......  

 

 

 

"   เลือดเนื้อแห่งชีวิต อาจจะทำให้เราต้องแยกจากกัน  "   

   "  หัวใจแห่งความผูกพันของเราไม่มีวันจางหาย  "

                                                                  

 

 

 

                                                             ผมก็ คิดถึงคุณที่สุดเลยนะที่รัก 

                                                                     .............................  

                                                                         

                                                                                                                                                                                                                             

 

 

 

 

 

 

edit @ 23 Nov 2007 22:04:40 by freedom_line

ทำดี.. ทำงั้ย...

posted on 17 Nov 2007 20:42 by danailieo

 

                    ณ    วันที่   12   พฤศจิกายน   พ.ศ.   2550  

 

เวลาประมาณ   ตี  2.45 นาที      ซึ่งมันควรจะเป็น เวลานอนของผมแล้ว    

แต่ผมยังนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่      การนั่งหน้าจอคอมฯ   เป็นเวลา

นานทำให้   โสตประสาทตาของผมเริ่มที่จะ อ่อนแรงลงไปทีละนิด   

ทีละนิด    เหมือนกับถ่านไฟฉายที่กำลังจะหมด แสงลงไปอย่าง   ช้า   ช้า

อากาศตอนนี้ก็เริ่มจะหนาวลงเรื่อย  เรื่อย   ทั้ง  ทั้ง   ที่ผมก็เปิดแค่พัดลม

ส่ายไป    ส่ายมา    เท่านั้นเอง    เป็นอะไรไปนะเรา    ทำมั้ยวันนี้รู้สึก

แปลก  แปลก  ผมกวาดสายตาไปรอบ  รอบ  ห้อง แล้วนำมันทั้งคู่ กลับมา

จ้องมองที่หน้าจอคอมฯ  ใหม่   มือผมเริ่มสั่น   สั่นพร้อมกับ ค่อย  ค่อย

มีน้ำไหล ซึมออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง   นิ้วของผมเริ่มที่จะเกร็งจนบังคับ

มันต่อไปอีกไม่ได้    ผมเป็นอะไรไป วะเนี่ย    นิ้วนางของมือข้างซ้ายที่ปกติ

จะวางไว้อยู่บนตัว  S  มันขยับขึ้นไปนิดนึงเพื่อไปกด  ตัวดับเบิ้ลยู 3  ครั้ง   

ทำไมมันถึงขยับเองวะ    นิ้วของผมยังขยับต่อไปไม่หยุด    มันยิ่งขยับ 

เร็วขึ้น   เร็วขึ้น   เพื่อกด ตัวอักษรต่าง  ต่าง  ต่อไป   ตัวอี   ตัวเอ๊กซ์    ตัวที    

ครานี้มันกดตัวอีถึงสองตัว  แล้วจบด้วย  ตัวเอ็น  ดอทคอม  หน้าจอของผม

เปลี่ยนไป  แต่กลับมีข้อความปรากฏขึ้นมาแทน                         

 

 

    Tag : ทำดีเพื่อพ่อ..... ฝากคุณ  freedom_line เขียนด้วยนะค่ะ   

 

 

ข้อความนี้   ทำให้ม่านตาของผมเริ่มที่จะขยายกว้างมากขึ้น   ความง่วงที่

ตอนแรกโครตง่วงตอนนี้ หายไปเป็นปลิดทิ้ง   อะไรวะเนี่ย   ให้เขียน

เรื่องทำดีเพื่อพ่อ  ตัวผมเองยังสะกดคำว่าทำดีไม่ค่อยจะถูกเลย  แถมยังต้อง

ทำเพื่อพ่ออีก   แล้วจะทำงั้ยฟะ     

 

 

 กริ๊ง....    กริ๊ง........              

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น   เมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับ  นอนตัวเกร็งไปหมด

ย่างกับโดนผีอำยังงั้ย อย่างงั้นผมนอนเอามือก่ายหน้าผาก  แล้วก็คิดต่อไป

ว่าจะทำงั้ยดี     ทำงั้ยดีวะ    อืมมมมม....    เอาวะเพื่อ พ่อ.....   นอนยังงี้สงสัย

คงจะไม่ได้อะไรลองออกไปหาไอ้เจ้าคำว่า      ดี        ดูดีกว่า   ว่าหน้าตา

มันเป็น ยังงั้ย    ผมกระโดดลุกขึ้นจากเตียง   จัดแจงอาบน้ำ   แต่งตัว 

แล้วเปิดประตูเดินออกจากบ้านไป    

 

 

จะไปหาที่ไหนดีล่ะ  ?                  

         

เวลา  10.45  น.     ร้านหนังสือ นี่ล่ะครับที่แรกที่ผมจะไป  ผมจะลอง

หาหนังสือ   ชื่อการทำดี อย่างไรให้ถูกวิธี     หรือการทำความดี 108 อย่าง  

หรือการทำความดีขั้นพื้นฐาน    หรือ........     ผมค่อย   ค่อยไล่ดูหนังสือ

ปทีละชั้น  ทีละชั้น   โดยจะเน้นดูตรงสันหนังสือที่มีคำว่า       ดี      

เป็นพิเศษ    ผมใช้ เวลาหานานนับชั่วโมงแต่ไม่เห็นจะมีซักเล่ม   ผมเดิน

คอตกออกจากร้านหนังสือไป   เอ๋......ตังค์ใครตกวะ   ของพี่คนนี้แน่เลย 

ผมรีบเก็บเงินขึ้นมา  แล้วรีบเดินไปหาเขา  พี่  พี่  ตังค์ตกครับ   ผมส่งเงิน

คืนให้กับเขา ไป    แล้วพี่เขาก็ยิ้มขอบคุณผม        

 

 

แล้วเราจะไปไหนต่อดีหว่า  ?        

   

เวลา   14.37  น.    วัด  ครับคุณไม่ได้อ่านผิดแน่  ผมมาที่วัดแถวบ้านครับ 

หลังจากที่ไม่ประสบ ความสำเร็จกับการไปร้านหนังสือ    แต่ถ้าพูดถึงความ  

   ดี        คงจะต้องไม่พ้นที่นี่ แน่   แน่    มันต้อง เจอบ้างล่ะ   ผมจุดธูป

ไหว้พระ  กราบ  3 ที แล้วเดินเข้าไปดูรอบ  รอบ ตามพระพุทธรูปปางต่างๆ

เผื่อ ว่าจะมีข้อความเกี่ยวกับวิธีการทำความดีฝากไว้บ้าง   แต่ก็ไม่เห็นมีสัก

ข้อความเดียว  ผมเลยลองไปนั่งฟัง สวดอภิธรรมบ้าง  หยิบหนังสือสวดมนต์

มาอ่าน  พลิกไป พลิกมาบ้าง   ก็ไม่เห็นมีสักเล่มที่เขียนบอกไว้    ผมเดินจาก

มาด้วยความผิดหวัง........  แต่ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจแบบบอกไม่ถูกเหมือนกัน  

 

 

เวลา   18.13  น.   ผมเดินขึ้นสะพานลอยจะไปยังฝั่งตรงข้าม   เพื่อจะนั่ง

รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน    ตรงหัวมุมสะพานลอยถูกนั่งด้วยเด็กผู้หญิง

อายุประมาณ 10  ขวบ  เนื้อตัวมอมแมมนั่งขอเศษตังค์อยู่   เด็ก คนนี้น่าจะ

ได้เรียนหนังสือมากกว่ามานั่งทำแบบนี้   ทำไม ?    ขณะที่กำลังจะเดินผ่าน  

ผมล้วงมือเข้าไป ในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบเศษเงินขึ้นมาแล้วหย่อนมันลง

ไปในกระป๋องสีดำที่อาจจะเคยเป็นสีขาวมาก่อน    น้องเด็กผู้หญิงยิ้มหวาน 

แล้วไหว้ขอบคุณผม     ผมยิ้มหวานตอบ  แล้วเดินลงจากสะพานลอย 

จนถึงวินรถมอไซค์   ผมเรียก   ปื้ด   ปื้ด  ช่วยไปส่งบ้านหน่อย.......                  

 

 

ถึงแล้วครับพี่    ผมลงจากรถ   เอากุญแจที่อยู่ในกระเป๋าหลังกางเกงมาเปิด

ประตูบ้าน  แล้วก้าว ขึ้นบันไดไปบนชั้นสองเพื่อเข้าห้องไปทิ้งตัวเองลงบนเตียง  

พร้อมกับเอามือก่ายหน้าผาก   ทำความดี เพื่อพ่อนี่มันยังงั้ยนะ  ผมค่อย  ค่อย 

นึกทบทวนเรื่องราวตั้งแต่เช้าจรดเย็นว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง   อืม..........  

ไม่รู้จริง  จริง  ว่าการทำความดีคือ การไม่เอาสิ่งของที่ที่ไม่ใช่ของ  ของเรา  

หรือ   การเข้าวัดเพื่อไหว้พระ  ฟังธรรม  ฟังเทศน์    หรือ   การช่วยเหลือ

เงินเล็ก  เล็ก  น้อย  น้อย ให้กับผู้ที่มีน้อยกว่าเรา  สิ่งเหล่านี้คือ การทำควา

ดีจริง  จริงเหรอ     มันอาจจะใช่และก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้    ซึ่งตัวผมเองก็ไม่รู้

เหมือนกัน   แต่ สำหรับวันนี้  ถ้าให้ผมลองนึก  นึกดู  ถ้าว่าความดีคือการ

ทำให้ผู้อื่นมีความสุข   ถ้างั้นอย่างน้อยความดีของ ผมวันนี้คงเป็น   

 

"การที่ผมไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน  ก็น่าจะพอสำหรับผมแล้วล่ะ "

                                                      

                                              freedom_line                                                                                                                                          

 

 

 

 

edit @ 17 Nov 2007 21:12:43 by freedom_line