จุด เล็ก เล็ก อีกที

posted on 16 Dec 2008 18:04 by danailieo

จุด เล็ก เล็ก อีกที

 

ต้องบอกว่าถ้าเปรียบชีวิตเป็นเหมือนสายน้ำต้องบอกว่าปีนี้ของผมก็คงต้องเป็นสายน้ำที่

เชี่ยวกราดน่าดูทีเดียว คงไม่ต้องบอกและสาธยายให้มากมายนักว่าเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่ต้นปีนี้

 

คุณเคยอยากตายวันละหลายๆ ครั้งมั้ย?

เวลาที่ผ่านมาต้องบอกว่ามันแย่ซะเหลือเกินที่จะต้องทำให้คุณเจ็บปวดอยู่ตลอด ต้องทำให้คุณร้องไห้เพราะผม

ต้องทำให้คุณเสียใจเพราะผม ต้องทำให้คุณผิดหวังเพราะ….ผม

 แต่ผมสัญญานะว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะเป็นคนดีแล้วนะ เย้..เย้

 

จากความผิดหวังในตัวเอง จนถึงครอบครัว กลับมาสู่ตัวตนที่เป็นคนดีเหมือนเดิมผมได้บอกกับตัวเองว่าต่อไปเราเราจะต้องเป็นคนดีและ สานความฝันของเรา ดึงมันขึ้นมา ฉุดมันขึ้นมาใหม่ให้ได้ อันนี้เป็นข้อความของวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ที่ผมได้ e-mailให้กับแฟนของผม

  
ส่งเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2551 22:38:07
ถึง: นุ่น@hotmail.com
 หวัดดีครับ.....
วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ จริง จริง  จัง  จัง ซะที
ตัวเราเองใช้ชีวิตมาห่วยแตก 2 - 3 ปีละ โดยเฉพาะกับปีที่ผ่านมา
น่าเบื่อเนอะนุ่นว่าไหม
 
หลายครั้งกับปีที่ผ่านมาอยากจะทำอะไรตั้งหลายอย่าง
แต่ก็ต้องเป็นอัน พับ ไปซะหมด
ไม่ว่าจะเป็น...  เขียนหนังสือ  
ขายเครื่องเสียง  ออกแบบทำweb
อยากทำevent   ไปเรียนภาษาอังกฤษ
อยากซื้อบ้านมาลงทุน  อยากทำอาชีพหุ้น 
ไปเรียนเกี่ยวกับนำเข้าส่งออก  
กลับบริษัทเก่าแล้วนึกว่าจะไปได้สวย
ก็ต้องมาตกมาตายอีก 
 
ลืมลืมความฝันที่ตั้งใจ
ไม่ว่าจะเป็น........
ลืมที่สัญญาว่าจะหาเงินให้พ่อ กับแม่คนละล้านตอนที่เราอายุ 30
ลืมความตั้งใจที่จะพา พ่อ กับแม่ ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่เมืองจีน
ลืมว่าตัวเองจะต้องหาเงินไปสร้างหลุมศพให้อากง อาโก
ลืมว่าอยากพาพ่อ แม่ไปเมืองนอกหลายๆ ประเทศเท่าที่กำลังจะไปไหว
ลืมว่าอบากให้ตัวเองเป็นคนดี  และโด่งดังเพื่อให้พ่อ และแม่ภูมิใจ
ลืมว่าตัวเองต้องมีเงิน 10 ล้านก่อนอายุ 30
ลืมว่าอยากได้บ้าน ที่มีวิวติดทะเล เปิดประตูออกมาแล้วมีลมพัดโชยมา
และลืม............
อะไรอีกมามายหลายอย่าง
 
จนมาถึงวันนี้.........................
วันที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วของชีวิต
แล้วกำลังจะก้าวเดินไปใหม่อย่างท้าทาย และมุ่งมั่น
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปได้ถึงไหน  ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้อง
พยายามอีกมากมายเท่าไรกว่าจะถึงดังฝัน
แต่ก็จะ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ
และ ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ  ทำ
เพื่อตัวเอง  เพื่อครอบครัว  และเพื่อนุ่น
ขอบคุณที่เราได้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรกที่เรามีฝันอันยิ่งใหญ่
จนถึงวันที่เราลืมความฝันของตัวเองไปหมดแล้ว และทำตัวเหลวไหลที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง
จนมาถึงวันนี้  วันที่   " เรา "  กำลังจะรื้อ ความฝันมา ปัดฝุ่น ใหม่
ขอบคุณที่ เรา ยังอยู่ด้วยกัน
ขอบคุณที่ยังอยู่กับคนห่วยๆ  ที่ดีแต่พูด
แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซะอย่าง
แต่ครั้งนี้.................
เราจะพยายามจริง  จริง
ไม่มีคำว่าท้อ หรือ ถอย
ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราถอยมามากพอละ
และครั้งนี้...............
มันจะต้องเป็นวันที่เรา โห่ร้อง บอกตะโกน
กับทุก  ทุก  คนได้ว่าเราไม่ได้ห่วยแตกอย่างที่ผ่านมา
จะพยายามนะครับ
ขอบคุณตัวเองที่ตั้งใจ และกำลังสานฝันครั้งใหม่
เป็นกำลังใจให้ด้วยละกัน   รักนุ่นนะ
ขอบคุณนะครับ  

วันที่ผมส่ง e-mail อันนี้ไปเป็นวันที่ผมได้กลับมาสู่ความเป็นคนเดิมอีกทีอย่างแท้จริงเมื่อใดที่ผม

ท้อหรือผมถอยผมจะกลับมาอ่านข้อความนี้อยู่เสมอ…….

 

เยี่ยมเลยครับ สำหรับธุรกิจที่ผมเริ่ม มันไปได้ดีมาก มากเลยละครับแค่ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2-3 เดือน

จนทำให้ผมรู้สึกว่าเงินเดือนหลักแสนนั้นไม่อยากอย่างที่คิด  เยี่ยมไปเลย…..สู้ สู้

  

วันที่ 23 ธันวาคม 2551

โดยปกติแล้วผมก็จะคุยเรื่องธุรกิจของผมให้แม่ฟังอยู่เป็นประจำ  แต่ทำไมก็ไม่รู้แม่ได้เล่าเรื่องเมื่อปีที่แล้ว

เกี่ยวกับการเงินของบ้านให้ฟัง ซึ่งเมื่อปีที่แล้วการเงินของบ้านผมไม่สู้ดีซักเท่าไรโดยตัวผมเองก็พอที่

จะรู้มาบ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันหนักหนาสาหัสขนาดนั้น ความจริงผมเพิ่งจะได้มารู้วันนี้นี่เอง ( ผมคนเดียวจริง จริง )ว่าที่ผ่านเหตุการณ์ตอนนั้นมาได้เพราะ แม่ผมแอบเอาสร้อยทองหนัก 10 บาทของแม่เอาไปขายให้อาอี้คนหนึ่งตอนที่ได้ฟังผมโกรธตัวเองมาก มาก ว่าบ้านวิกฤตขนาดนี้ทำไมตัวเองไม่รู้ และ ผมได้สัญญาว่าผมจะซื้อสร้อยทองของแม่ผมคืนกลับมาให้ได้เพราะผมเชื่อว่าธุรกิจที่ผมทำตอนนี้มันไปได้ดีมาก มาก เพราะฉะนั้น

เรื่องทองก็ดี กับความฝันต่างๆ อย่างพาที่บ้านไปเที่ยวรอบโลกไม่น่าจะใช่เรื่องยาก…..

  

ประมาณวันที่ 26-27 ธันวาคม 2551

ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริง จริงครับ ในคืนนั้นเป็นวันที่ผมได้รู้ว่าสุวรรณภูมิถูกปิด….

แน่นอนครับว่ามันกระทบกับผมแบบเต็มๆ เพราะธุรกิจที่ผมทำคือ นำเข้า-ส่งออก

ของที่ผมสต็อกเอาไว้เพื่อขายวันคริสมาส สินค้าที่ลูกค้าสั่งโดนยกเลิกทั้งหมด ( อันนี้แย่แต่ยังไม่เท่าไร )

ส่วนลูกค้าที่จ่ายเงินแล้วแต่สินค้าส่งออกไม่ได้ ลูกค้าขอเงินคืน ( อันนี้ความฉิบหายมาเยือนเพราะผม

ได้เอาเงินไปหมุนหมดแล้ว )  แล้วจะทำอย่างไรละครับที่นี้ เงินโดนขอคืน  ของเหลือจม ของขายไม่ได้ ไม่รู้เหตุการณ์จะเป็นอีกนานขนาดไหน แย่จริงๆ เลย…..ผมก็ได้แต่นั่งกลุ้มใจไปหลายวัน……ชีวิต

 

แน่นอนครับตอนนี้ธุรกิจของผมก็ปิดตัวลงไปอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับคนทำธุรกิจหน้าใหม่ และสายป่านไม่ยาวพออย่างผม  แต่  แต่ แต่  แต่

ความฝันของผมจะพังทลายเหรอครับ ….ไม่แน่นอน

วันนี้ผมยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร ในบ้างครั้งเวลาที่เบื่อๆ ก็จะกลับมาอ่านบทความของเพื่อนๆ

และของตัวเองบ้าง พอได้กลับไปอ่านจุด เล็ก เล็ก ของตัวเองก็ได้แต่ถอนใจแล้วว่า ช่างมันเถอะ

เรามาจุด ที่เล็กที่สุดกันใหม่ดีกว่า………

หวัดดีน่าทุก ทุกคน ไม่เคยหายไปไหนแต่ไม่ได้แสดงตัวเท่านั้นเอง

บ๊าย บ๊าย 

หน้าต่าง......บานเดียวกัน

posted on 05 Feb 2008 20:37 by danailieo

                                                                                                           อะไรวะ  !  แม่งด่ากันตั้งแต่เช้า        

          

ผมนั่งทำหน้าหมาหงอย    สายตาพร่ามัวเหม่อลอยเหมือนจอรับแสงของ

ตาดำ จะมีปัญหา  หลังจากโดนเล่นงานมาอย่างหนัก   ด้วยปืนกลเอ็ม 16  

ที่ยิงกระหน่ำแบบ ไม่กลัวกระสุนน้ำลายจะหมด   พอใกล้หมดก็เติมกระสุน

ด้วยน้ำหนึ่งแก้ว  แล้วเตรียมยิงใหม่     ส่วน ผมถึงแม้จะเริ่มหมดแรงแต่ ก็ใช่ย่อย 

เตรียมปืนบาซูก้ายิงส่วนกลับไปเป็นระยะๆ   อย่างไม่ยอมแพ้  ยังดีพอใกล้เที่ยง

มีระฆังน้ำย่อยตีหมดยกซะก่อน  ไม่งั้นคงจะด่ากัน ยังไม่จบ    ผมมองออกไป

นอกหน้าต่างบานนั้น    ถอนหายใจเฮือกใหญ่    เซ็ง     

ไปกินข้าวดีกว่า......   หิว...โว้ย                

 

 

กิน....   กิน...   กิน..     หลังจากอาหาร ค่อย  ค่อย  ลงสู่กระเพราะของผม

ไปเรียบร้อย    อาการหมาหงอย   กับจอลูกตาดำของผมก็เริ่มที่จะปรับรับแสง

ได้ตามปกติ    ผมหยิบแก้วน้ำขึ้น มาจอไว้ตรงปาก  แล้วใช้หลอด  เขี่ยน้ำแข็ง

ที่ขนาดกำลังพอเคี้ยว  กรุ๊บ   กรุ๊บ  เข้าปากไปหนึ่งก้อน    สายตาทั้งสองก็เริ่ม

จับจ้องไปยังหน้าต่างบานนั้น  ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะของผม    มีชายหนุ่ม   

กับหญิงสาว  คู่หนึ่งยืนทะเลาะกันดังลั่นอยู่ตรงหัวมุมถนน    ในอ้อมแขน

ของหญิงสาวอุ้มเด็ก ตัวน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่   ต่างคนต่างเอาแต่ตะโกนใส่กัน 

ไม่มีใครฟังใครเลยสักคน  ถ้าตอนนี้ เด็กหญิงตัวน้อยพูดได้  คงพูดว่า พ่อ  แม่ 

อย่าทะเลาะกันเลย  ถ้าเรายังรักกันอยู่    เรายังรักกันอยู่ใช่มั้ย  ?       

          

 

พอกินข้าวจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ผมก็กลับเข้ามาเก็บของในออฟฟิศเพื่อ

จะออกไป ขายของที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง  จริง   จริง   แล้วป้ายรถเมล์ในกรุงเทพฯ   

น่าจะมีหมอน   และเตียง ไว้ให้นอนรอด้วย   กว่าจะมาแต่ละคันต้องรอแล้ว

รออีก   แถมบางทีเรายืนรออยู่ตั้งนานจากหัวไม่โด่   จนหัวโด่ มันยังไม่เห็นเรา 

ดันขับเลยไปซะได้........ อะไรวะ   

 

 

ผมโดดขึ้นรถเมล์  แล้วสอดส่ายสายตาหา ที่ว่าง  ว่าง  เพื่อที่จะได้เอา

แก้มก้น 2 แก้ม  หย่อนลงบนเบาะที่ไม่ค่อยจะ นุ่มสักเท่าไร  ตลอดทาง

ขณะที่นั่งคิดอะไร เพลิน เพลิน ไปเรื่อยเปื่อย    รถก็วิ่งผ่านบ้านหลังหนึ่ง  

พอมองลอดผ่านหน้าต่างบานนั้นออกไป  ผมเห็น  พ่อ  ลูก    ซึ่งผู้เป็นพ่อ 

ดูจากการแต่งตัวแล้วคงจะเป็นผู้บริหารของบริษัทที่ไหน สักแห่ง 

เขากำลังต่อว่าลูกชายตัวเองอย่างไม่ สนใจคนรอบข้าง  เด็กผู้ชายคนนั้น

ได้แต่ก้มหน้า ขณะที่ในมือกำลังกำกีตาร์คู่ใจอยู่ถึงแม้ผมจะนั่งอยู่ ในรถแต่แค่ดู

ก็พอจะรู้ว่าเขาทะเลาะเรื่องอะไรกัน   ผมได้แต่พร่ำบ่นกับตัวเอง   แค่คนเรา

ชอบไม่ เหมือนกัน มันผิดด้วยเหรอ ?          

      

 

ถยังวิ่งต่อไป เรื่อย  เรื่อย  เพื่อพาผู้โดยสารอย่างผมไปส่งให้ถึงที่หมาย  ลมจาก

ภายนอก ตีพัดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาไม่หยุด  มันพัดจนกระทั่งหน้าต่างของแต่

ละคนพร้อมที่จะพังทลายให้ เศษแก้วที่แตกกระจาย   บาดลึกสู่จิตใจเราจนเกิด

เป็นรอยแผล    ผิดด้วยหรือที่คนเราเกิดมาแล้วจะชอบ อะไรไม่เหมือนกัน       

ทำไมเราจะต้องทะเลาะกัน  ทำไมเราไม่ฟังกัน  ไม่เป็นไรหรอกมั้ง  ถ้า

เราคิด ไม่เหมือนกัน  ?  หรือ  เพียงแค่สิ่งที่ผมทำมันไม่ตรงใจคุณ  ผมก็เลยผิด ?   

หรือ   หรือ   .....................  เพียงแค่      

 

 

 

     พวกเราใช้กระจกสายตามองผ่านหน้าต่างของตัวเองมากเกินไป              

 

                   

 

 รถเมล์จอดถึงป้าย  ประตูเปิดออก  ผมเดินลงบันได  ทีละขั้น  ทีละขั้น  เมื่อเท้า

สัมผัสกับพื้น แล้ว  ขาก็ก้าวออกเพื่อไปยังร้านค้าแห่งหนึ่งที่มีหน้าต่างอยู่เต็ม

ไปหมด  ผมเดินเข้าไปในร้าน  ตรงหน้าร้านมีป้ายเขียนไว้ว่า   

   รับซื้อหน้าต่างทุกบาน   ทุกชนิด      

ผมเดินเข้าไปหาเจ้าของร้าน ที่มีหน้าตายิ้มแย้ม พร้อมกับหน้าต่างของตัว

ผมเองหนึ่งบาน  ไม่แปลกหรอกครับ   ที่ทุก ทุกคนย่อม   มีหน้าต่างความคิด 

กระจกมุมมอง  เป็นของตนเอง  แต่ว่า ..................... 

ตั้งแต่วันนี้ผมขอมองหน้าต่าง บานเดียวกับคนอื่นบ้างก็คงดีเหมือนกัน  

 

 

" บางทีเรา  ฉันและเธอ  มองหน้าต่างบานเดียวกันบ้างก็คงจะดี  "

 

 

 

 

    freedom_line   กลับมาแย้ววววววว

                                                                                                                                                     

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

สมุดปกขาว

posted on 20 Dec 2007 13:42 by danailieo

 

เช้านี้ลืมตาตื่นขึ้นมา   เป็นเช้าที่อารมณ์ของผมนั้นดีเป็นพิเศษ   

ทำไมเหรอครับ ?     ก็เพราะมันเป็นวันที่ความหวัง  ความฝัน   

ที่ผมได้พยายามมาตลอด   เป็นความจริง    แล้วนะซิ  !    

ตอนนี้ผมก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงอันนุ่มนิ่มพร้อมกับมีสมุดปกขาว 

อยู่ในมือหนึ่งเล่มซึ่งเจ้าสมุดปกขาวนี่แหละที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไป                              

 

 

 

สมุดปกขาวเหรอครับ  ?   มาเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง 

 

ในวันนั้นก็เหมือนกับเช้าของทุกๆ วันที่ผมจะต้องแต่งตัวออกจากบ้าน 

ไปทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง   เพื่อสนองตัณหาให้กับตัวเอง   ผมก็

เหมือนกับคนทั่วไปที่มีความฝัน  แล้วอยากจะไปให้ถึงแต่ก็ไม่เคยคิด

ที่จะลงมือทำมันสักที     ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม    อาจจะเป็นเพราะขี้เกียจ    

หรืออาจเพราะไม่อยาก  พบกับความผิดหวัง   หรือ  สุดท้ายผมอาจดูถูก

ความสามารถของตัวเอง  ก็เลยพาล ให้ ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง

จริงๆ  จังๆ  สักที        

 

 

 

แต่วันนี้มีสิ่งที่ทำให้ชีวิตของผมต้องเปลี่ยนไป 

 

ขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเพื่อเปิดประตูบ้านก็มีอะไรไม่รู้ตกลง

มาจากบนฟ้า    โดนหัวผมอย่างจัง  พอก้มลงไปดู   มันเป็นสมุด

ปกขาวเล่มหนึ่ง   ผมก้มตัวเก็บ  มันขึ้นมา   ขนาดของมันเหมาะ

กับมือของผมพอดี   ผมนึกในใจสมุดอะไรว่ะ     พอพลิกเปิดดูกลับ

มีข้อความเขียนไว้ว่า              

 

 

 

   คนที่มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ   มันก็คือไอ้แก่ขี้แพ้   ในอนาคตนั้นแหละ     

 

 

ผมเก็บสมุดปกขาวไว้กับตัวแล้วก็เดินออกจากบ้านไป  แต่ข้อความ

ในสมุด  ยังคงก้องอยู่ในหัวตลอดทั้งวัน   พอกลับถึงบ้านผมนึกถึง

ข้อความนั้นอยู่ตลอด    ผมรู้สึกว่าคงปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีกต่อ

ไปไม่ได้แล้ว     ผมไม่อยากเป็นไอ้แก่ขี้แพ้ ในอนาคต         นี่หว่า    

ผมลุกขึ้นพร้อมกับมีเจ้าสมุดปกขาวติดมือขึ้นมา   แล้วตรง ไปยังโต๊ะ

ทำงานในห้อง เพื่อนั่งลงแล้วบรรจงเขียนความฝันของตัวเอง 

 

 

พอเขียนเสร็จ   ผมนำเจ้าสมุดปกขาวซึ่งถูกบรรจุความหวัง  และ

ความฝันทั้งหมด  ของผมไปให้คนในครอบครัวอ่านโดยเริ่มจาก 

พ่อ  แม่  พี่  น้อง  และ ทุกๆ  คน ที่อ่านหนังสือออก........แต่       

                           

 

 

   ทุกคนไม่มีใครที่อ่าน และเข้าใจในสิ่งที่ผมเขียนขึ้นเลยสักนิด       

 

 

ผมกลับมาที่ห้องแล้วนั่งลง มือข้างหนึ่งปิดหน้าเอาไว้  ความรู้สึกตอนนี้

ทั้งท้อ    และหมดหวัง  ผมพูดกับตัวเองว่า    ทำไม     ทำไม    ทำไม

ม่มีใครสักคนที่เข้าใจ     เราไม่น่าจะไปเชื่อไอ้ประโยคบ้าๆ  นั้นเลย 

เพราะมันทำให้เรามานั่งเสียใจอย่างนี้   ขณะที่ผมกำลังท้อแท้อย่างที่สุด 

ทันใดนั้นก็มีคนมาเคาะประตูห้อง   

 

 

ก๊อก      ก๊อก      ก๊อก  

 

ผมเดินไปเปิดประตูแล้วก็เจอชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีอายุ  และขนาด

รูปร่าง  ใกล้เคียงกับผม    ผมยังไม่ทันถามอะไร    เขากลับพูดขึ้นมา

ก่อนว่า   ขอดู  ความฝันของนายหน่อยซิ ผมทำหน้า งง แต่ก็เดินไปหยิบ

สมุดปกขาวที่อยู่ บนต๊ะมาให้เขาอ่านดู  พออ่านจบแล้วเขาก็พูดขึ้นว่า                      

 

           

 

   ฉันเชื่อว่านายทำมันได้   ถ้านายมีความมุ่งมั่นพอ  จงเชื่อในความฝันของตัวเอง       

 

 

เขาพูดเสร็จแล้วก็จากไป  ผมฟังคำพูดของเขาแล้วคิดกับตัวเองว่า  เราต้อง

ทำได้     เราต้องทำให้ได้อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งล่ะที่เชื่อว่าเราทำได้  หลังจาก

วันนั้นผมก็  พยายามที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่กำลังของผมจะทำไหว   

ผมต้องออกจากบ้าน ตั้งแต่เช้ากลับถึงบ้านก็มืดค่ำเพื่อที่จะได้บรรลุฝัน

ของตัวเอง                                  

 

 

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง  ขณะที่ผมเดินเข้ามาในบ้าน  แม่ผมถามขึ้นว่า 

กินข้าว แล้วหรือยัง   ช่วงนี้ดูเหนื่อยๆ นะ  กลับบ้านดึกทุกวันเลย  ไหน

ขอแม่อ่านสมุดปกขาว อีกครั้งนึงซิ    ผมทำหน้า  งง  งง  แต่ก็ยื่นให้แม่อ่าน

ดูพอแม่อ่านจบ  แม่ไม่ได้พูดอะไร   ผมรับเจ้า สมุดปกขาวที่แม่ส่งคืนมาให้ 

แล้วก็เดินขึ้นไปบนห้อง แต่ขณะที่กำลังจะ ปิดประตูห้องลง  

แม่ก็ตะโกนขึ้นมา                             

                                                  

 

 

"   เป็นความฝันที่ดีนะ   ช่วงนี้เหนื่อยหน่อย แต่ก็พยายามเข้าล่ะกัน   "  

                                "   แม่จะเป็นกำลังใจให้นะลูก   "    

 

 

ทันทีที่ผมได้ยินคำพูดของแม่  ความรู้สึกที่เก็บเอาไว้ว่าไม่มีคนเข้าใจเรา

ก็เอ่อล้น ออกมาจากดวงตาจากความพยายามของเราอย่างน้อยก็เริ่มที่จะ

มีคนเข้าใจ และ พร้อม ที่จะคอยดูความฝันของเรา    

 

 

จนถึงวันนี้วันที่ผมได้ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จและตอนนี้ก็ยังคง

นอนแผ่  หลาอยู่บนเตียง   คุณก็รู้ว่ากว่าที่จะมีคนเข้าใจ   กว่าที่จะถึงจุดหมาย  

มันอาจจะต้อง  แลกมาทั้งน้ำตา  และความอ่อนแอ่ที่เรามีอยู่แต่ถ้าเราไม่ยอม

แพ้สักวันมันคงต้องเป็น  วันของเราบ้างล่ะหน่า..............   

 

 

ผมหันไปมองนาฬิกา  ตอนนี้ก็  8.38  นาที  ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินไป

เข้าห้องน้ำ    ผมส่องกระจก    ผมได้เจอชายหนุ่มที่มาเคาะประตูอีกครั้ง 

เขาพูดขึ้นว่า  ขอบคุณว่ะ  ที่นายมุ่งมั่นแล้วเชื่อในความฝันของตัวเอง    

 

 

 

                     "   ถ้าคุณยังไม่เชื่อในความฝันของตัวเอง  "  

          "คุณก็คงไม่สามารถให้ใครเชื่อในความฝันของคุณเช่นกัน"

 

                                   freedom_line